1. ใช้ไม้จิ้มฟัน ที่ถูกต้องคือต้องใช้ไหมขัดฟันทำความสะอาดซอกฟัน เพราะการใช้ไม่จิ้มฟันบ่อยๆ และใช้ไม่ถูกวิธี จะทำให้ฟันห่างและอาจทำร้ายเหงือกด้วย
2. เคี้ยวน้ำแข็ง การเคี้ยวน้ำแข็งทำให้ฟันสึก ฟันร้าว เสียวฟัน โชคร้ายมากๆอาจแตกร้าวจนถึงขั้นต้องโดนถอนฟันเลยทีเดียว
3. ดื่มน้ำอัดลมเป็นประจำ น้ำอัดลมมีความเป็นกรด ทำให้ฟันสึกกร่อน และมีน้ำตาลเยอะ ทำให้เกิดฟันผุได้ง่ายขึ้นด้วย
4. ชอบทานอาหารหรือเครื่องดื่มรสเปรี้ยว ความเป็นกรดจะทำให้ฟันนิ่มลง ซึ่งก็จะทำให้เวลาบดเคี้ยวหรือฟันเสียดสีกันแล้วฟันจะสึกไปได้มากกว่าปกติ เพราะฉะนั้นไม่ควรทานเปรี้ยวบ่อยๆ หรือทานเป็นประจำ หากทานอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีรสเปรี้ยวแล้ว ควรดื่มน้ำเปล่าหรือบ้วนน้ำเปล่าตามทันที ห้ามแปรงฟันทันที เพราะจะยิ่งทำให้ฟันสึกมากขึ้น
5. กินจุบจิบ (ทานอาหารระหว่างมื้อบ่อยๆ กินโน่นกินนี่ทั้งวัน) ทำให้เกิดน้ำตาลในช่องปากตลอดเวลา ก็ทำให้เกิดฟันผุได้ง่าย
6. กัดเล็บ ทำให้ฟันสึก เชื้อโรคที่ซ่อนอยู่ในเล็บเข้าสู่ร่างกายได้ ทางด้านบุคคลิกภาพก็ไม่ดีด้วย
7. ใช้งานฟันผิดประเภท ใช้ฟันทำในสิ่งที่ไม่ควรจะทำ ห้ามใช้ฟันเปิดขวด ฉีกถุงพลาสติก ตัดด้าย ฯลฯ เป็นสาเหตุให้ฟันแตก ฟันบิ่นได้
8. สูบบุหรี่ คราบบุหรี่นอกจากจะทำให้ฟันมีคราบดำแล้ว ยังทำให้หินปูนมาเกาะได้ง่าย นำไปสู่การเป็นโรคเหงือกอักเสบ โรคปริทันต์ จนอาจรุนแรงถึงขึ้นสูญเสียฟันไปในที่สุด
9. ดื่มเหล้า หรือเครื่องดื่มมึนเมาต่างๆ ทำให้ลืมหรือไม่ใส่ใจการดูแลทำความสะอาดช่องปาก นำไปสู่โรคเหงือกอักเสบและฟันผุ
10. ดูดนิ้ว เด็กๆที่ชอบดูดนิ้วหัวแม่มือ จะทำให้ฟันขึ้นผิดตำแหน่ง แรงดูดนิ้วทำให้เกิดความผิดปกติของใบหน้าและขากรรไกรได้
11. ลิ้นดุนฟันเวลากลืนน้ำลาย บางคนไม่เคยรู้ตัวเลยว่ากลืนน้ำลายผิดวิธีมาตลอดชีวิต การกลืนน้ำลายที่ถูกต้อง เราจะเอาลิ้นแตะเพดานปากแล้วค่อยกลืนโดยอัตโนมัติ แต่คนที่กลืนผิด คือจะเอาลิ้นมาดุน มาดันที่ฟันหน้า แล้วจึงจะกลืนได้ ซึ่งการทำแบบนี้จะทำให้ฟันห่าง ฟันยื่น ฟันเหยิน
12. นอนกัดฟัน ทำให้ฟันสึก ฟันร้าว ฟันแตก และยังทำให้เป็นอันตรายต่อกล้ามเนื้อและข้อต่อขากรรไกรด้วย ใครมีปัญหานี้ต้องพบทันตแพทย์เพื่อทำเฝือกสบฟันไว้ใส่เวลานอน
วันอังคารที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2561
วันเสาร์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2561
การเลือกผลิตภัณฑ์ดูแลฟัน
การเลือกผลิตภัณฑ์ดูแลฟัน
😏แปรงสีฟัน
แปรงสีฟันมีหลายรูปทรง ขนาด และสไตล์ให้เลือก การตัดสินใจเลือกแปรงสีฟันสักอันจึงเป็นเรื่องที่ชวนปวดหัวไม่น้อย
แต่แปรงสีฟันที่คุณควรมองหาจะต้องมีลักษณะดังนี้
บุคลากรด้านทันตกรรมส่วนใหญ่เห็นพ้องกันว่าแปรงขนนุ่มเหมาะกับการกำจัดคราบจุลินทรีย์และเศษอาหารออกจากฟันและร่องเหงือกที่สุด และแนะนำให้ใช้แปรงสีฟันที่มีขนนุ่มและปลายเรียวแหลมมากกว่า เพราะเข้าถึงได้ทุกส่วนในช่องปาก รวมถึงฟันด้านในที่เข้าถึงยากด้วย
เลือกแปรงที่มีรูปทรงและขนาดเหมาะกับคุณที่สุด แปรงสีฟันที่ดีที่สุดคือแปรงสีฟันที่เหมาะกับช่องปากของคุณและแปรงฟันทุกซี่ได้สะดวก
สำหรับหลายคน แปรงสีฟันแบตเตอรี่ก็เป็นทางเลือกที่ดีเช่นกัน แปรงสีฟันแบตเตอรี่ทำความสะอาดฟันได้ดีกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีปัญหาในการแปรงฟันหรือเคลื่อนไหวมือได้จำกัด
เปลี่ยนแปรงสีฟันเมื่อขนแปรงเริ่มบานหรือทุก ๆ สามเดือน แล้วแต่ว่าเหตุการณ์ใดจะเกิดก่อน
การเลือกประเภทแปรงสีฟันให้ลูกเป็นเรื่องสำคัญ เพราะหากเลือกผิด ก็อาจทำให้เหงือกของลูกเป็นแผลได้ เด็กทุกคนควรใช้แปรงสีฟันที่ขนแปรงทำจากไนลอนนุ่ม ๆ ตอนลูกยังเป็นทารก ควรเลือกแปรงสีฟันอันเล็ก แต่เมื่อพวกเขาโตขึ้น ให้เลือกแปรงสีฟันที่แปรงได้สะดวกในช่องปาก โดยสามารถแปรงฟันได้หนึ่งถึงสองซี่พร้อมกัน และแปรงสีฟันของลูกควรจะเข้าถึงฟันได้ทุกซี่
แปรงสีฟันแบตเตอรี่จะทำให้การแปรงฟันกลายเป็นเรื่องสนุกและอาจกำจัดคราบจุลินทรีย์ได้ดีกว่าแปรงสีฟันธรรมดา แต่นั่นไม่ได้หมายความคุณจะต้องไปหาซื้อมาใช้ เพราะแปรงสีฟันธรรมดาก็สามารถใช้ได้ แต่แปรงสีฟันแบตเตอรี่จะทำให้การแปรงฟันง่ายขึ้นแค่นั้นเอง
😏ยาสีฟัน
คุณควรใช้ยาสีฟันที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้แก่เคลือบฟัน เว้นแต่ทันตแพทย์ของคุณจะแนะนำยาสีฟันแบบอื่น อย่างไรก็ตาม หากคุณแพ้ฟลูออไรด์ หรือเป็นโรคบางอย่าง คุณอาจจะต้องเลือกยาสีฟันแบบอื่น แต่อย่าลืมปรึกษาทันตแพทย์ก่อนจะเปลี่ยนยาสีฟัน
เมื่อซื้อยาสีฟันให้กับลูก ให้มองหายาสีฟันที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์และมีรสชาติอร่อย แต่หากเลือกยาสีฟันให้ตัวเองหรือผู้ใหญ่คนอื่นในบ้าน ให้เน้นประโยชน์ของยาสีฟันเป็นสำคัญ ตัวอย่างเช่น หากคุณอยากให้ฟันขาวขึ้น ควรเลือกยาสีฟันสำหรับฟอกฟันขาว หรือหากคุณมีการเสียวฟัน คุณควรเลือกยาสีฟันสำหรับลดการเสียวฟัน
😏แปรงสีฟัน
แปรงสีฟันมีหลายรูปทรง ขนาด และสไตล์ให้เลือก การตัดสินใจเลือกแปรงสีฟันสักอันจึงเป็นเรื่องที่ชวนปวดหัวไม่น้อย
แต่แปรงสีฟันที่คุณควรมองหาจะต้องมีลักษณะดังนี้
บุคลากรด้านทันตกรรมส่วนใหญ่เห็นพ้องกันว่าแปรงขนนุ่มเหมาะกับการกำจัดคราบจุลินทรีย์และเศษอาหารออกจากฟันและร่องเหงือกที่สุด และแนะนำให้ใช้แปรงสีฟันที่มีขนนุ่มและปลายเรียวแหลมมากกว่า เพราะเข้าถึงได้ทุกส่วนในช่องปาก รวมถึงฟันด้านในที่เข้าถึงยากด้วย
เลือกแปรงที่มีรูปทรงและขนาดเหมาะกับคุณที่สุด แปรงสีฟันที่ดีที่สุดคือแปรงสีฟันที่เหมาะกับช่องปากของคุณและแปรงฟันทุกซี่ได้สะดวก
สำหรับหลายคน แปรงสีฟันแบตเตอรี่ก็เป็นทางเลือกที่ดีเช่นกัน แปรงสีฟันแบตเตอรี่ทำความสะอาดฟันได้ดีกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีปัญหาในการแปรงฟันหรือเคลื่อนไหวมือได้จำกัด
เปลี่ยนแปรงสีฟันเมื่อขนแปรงเริ่มบานหรือทุก ๆ สามเดือน แล้วแต่ว่าเหตุการณ์ใดจะเกิดก่อน
การเลือกประเภทแปรงสีฟันให้ลูกเป็นเรื่องสำคัญ เพราะหากเลือกผิด ก็อาจทำให้เหงือกของลูกเป็นแผลได้ เด็กทุกคนควรใช้แปรงสีฟันที่ขนแปรงทำจากไนลอนนุ่ม ๆ ตอนลูกยังเป็นทารก ควรเลือกแปรงสีฟันอันเล็ก แต่เมื่อพวกเขาโตขึ้น ให้เลือกแปรงสีฟันที่แปรงได้สะดวกในช่องปาก โดยสามารถแปรงฟันได้หนึ่งถึงสองซี่พร้อมกัน และแปรงสีฟันของลูกควรจะเข้าถึงฟันได้ทุกซี่
แปรงสีฟันแบตเตอรี่จะทำให้การแปรงฟันกลายเป็นเรื่องสนุกและอาจกำจัดคราบจุลินทรีย์ได้ดีกว่าแปรงสีฟันธรรมดา แต่นั่นไม่ได้หมายความคุณจะต้องไปหาซื้อมาใช้ เพราะแปรงสีฟันธรรมดาก็สามารถใช้ได้ แต่แปรงสีฟันแบตเตอรี่จะทำให้การแปรงฟันง่ายขึ้นแค่นั้นเอง
😏ยาสีฟัน
คุณควรใช้ยาสีฟันที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้แก่เคลือบฟัน เว้นแต่ทันตแพทย์ของคุณจะแนะนำยาสีฟันแบบอื่น อย่างไรก็ตาม หากคุณแพ้ฟลูออไรด์ หรือเป็นโรคบางอย่าง คุณอาจจะต้องเลือกยาสีฟันแบบอื่น แต่อย่าลืมปรึกษาทันตแพทย์ก่อนจะเปลี่ยนยาสีฟัน
เมื่อซื้อยาสีฟันให้กับลูก ให้มองหายาสีฟันที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์และมีรสชาติอร่อย แต่หากเลือกยาสีฟันให้ตัวเองหรือผู้ใหญ่คนอื่นในบ้าน ให้เน้นประโยชน์ของยาสีฟันเป็นสำคัญ ตัวอย่างเช่น หากคุณอยากให้ฟันขาวขึ้น ควรเลือกยาสีฟันสำหรับฟอกฟันขาว หรือหากคุณมีการเสียวฟัน คุณควรเลือกยาสีฟันสำหรับลดการเสียวฟัน
วันศุกร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2561
7 สาเหตุฟันเป็นคราบ
7 สาเหตุที่ทำให้ฟันเป็นคราบ
1. ยาปฏิชีวนะ และยาที่ซื้อหากันเองตามร้านขายยาอาจทำให้คุณยิ้มได้ไม่เต็มปาก นั่นเพราะตัวยา "เตตร้าซัยคลิน" จะทำให้เด็ก ๆ ฟันเหลืองได้ ขณะที่ในผู้ใหญ่เอง "เตตร้าซัยคลิน" ยังจะทิ้งคราบสีเทาสีฟ้าติดอยู่ที่ฟันอย่างถาวร และนอกจาก "เตตร้าซัยคลิน" แล้ว "แอนตี้ฮีสตามีน" หรือ "ยาแก้แพ้" บางชนิดยังทำให้ฟันเปลี่ยนสีไปด้วย
2.รับฟลูออไรด์มากเกินไป
ใคร ๆ ก็รู้ว่า "ฟลูออไรด์" ดีต่อสุขภาพฟันของคุณ แต่ไม่น่าเชื่อว่า หากได้รับ "ฟลูออไรด์" ในปริมาณที่มากเกินไปก็อาจทำให้ฟันของคุณกลายเป็นสีเทาจุด ๆ ก็เป็นได้
โดยคนทั่วไปสามารถได้รับ "ฟลูออไรด์" ที่เกินขนาดจากการดื่มน้ำที่มีความเข้มข้นของ "ฟลูออไรด์" สูงเกินไป รวมทั้งการใช้ยาสีฟันที่มีส่วนผสมของ "ฟลูออไรด์" เข้มข้นสูง ฉะนั้นแล้ว ให้ใช้ยาสีฟันที่มีส่วนผสมของ "ฟลูออไรด์" ในปริมาณที่พอเหมาะก็เพียงพอแล้ว
3.กรรมพันธุ์ และวัย
มันเป็นไปตามธรรมชาติที่คุณต้องยอมรับว่า หากคุณมีอายุมากขึ้น โอกาสที่ฟันจะยังคงความขาวไว้ได้ก็ยิ่งมีน้อยลง เพราะเคลือบฟันของคุณจะบางลง สีเหลือง หรือสีน้ำตาลธรรมชาติของชั้นเนื้อฟันที่อยู่ข้างใต้จะปรากฏออกมาให้เห็นแทน ซึ่งเนื้อฟันตามธรรมชาติของคุณจะขาว เหลืองน้อย หรือเหลืองมาก ก็ขึ้นอยู่กับกรรมพันธุ์ของคุณแล้วล่ะ
4.ฟันถูกทำลาย
บ่อยครั้งที่อาการบาดเจ็บก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ฟันเปลี่ยนสีได้ โดยเฉพาะหากฟันถูกกระทบจากการประสบอุบัติเหตุ หรือตกจากที่สูง ก็ทำให้ฟันเปลี่ยนสีได้ เพราะฟันซี่นั้นได้ถูกทำลายไปแล้ว
5.เครื่องดื่ม
ไม่เพียงแต่ "กาแฟ" และ "ชา" เท่านั้น ที่จะทำให้ฟันของคุณเปลี่ยนสี แต่เครื่องดื่มสีเข้ม ๆ หลาย ๆ ชนิด เช่น ไวน์แดง โซดา น้ำผลไม้ รวมทั้ง "เบียร์" ก็ทำให้ฟันเปลี่ยนเป็นสีเหลืองได้เช่นกัน
"ง่าย ๆ เลย น้ำอะไรก็ตามที่ทำให้พรมของคุณเปื้อนเป็นคราบได้ ก็ทำให้ฟันของคุณเป็นคราบได้เช่นกัน" ดร.ฮาร์ม จากสมาคมทันตแพทย์อเมริกันบอก
นอกจากนี้แล้ว หากต้องการดื่มเครื่องดื่มอะไร ควรใช้หลอดดูดแทนจะดีกว่าการยกแก้วขึ้นดื่มพรวดเดียว เพื่อไม่ให้หน้าฟันสัมผัสกับเครื่องดื่มโดยตรง ซึ่งจะช่วยปกป้องไม่ให้ฟันเกิดคราบเหลืองได้บ้าง
6.สีสันในอาหาร
เชอร์รี่หนึ่งกำมืออาจทำให้คุณสุขภาพร่างกายดี แต่ไม่น่าเชื่อว่า มันกลับทำลายสุขภาพฟันได้ เพราะสีย้อมจำนวนมากที่ผสมมาในผลไม้ อย่างเช่น บลูเบอร์รี่ แครนเบอร์รี่ รวมทั้งซอสถั่วเหลือง จะทิ้งคราบหลงเหลือไว้ที่ฟัน
ดังนั้นแล้ว ง่ายที่สุดเลยก็คือ หากทานอาหารจำพวกนี้ ให้รีบแปรงฟันโดยเร็วเท่าที่จะทำได้ เพื่อไม่ให้คราบติดฝังแน่นที่ฟันนั่นเอง
7. นิสัยแย่ ๆ
การแปรงฟันไม่ถูกวิธี และไม่ยอมใช้ไหมขัดฟัน จะทำให้คราบที่ติดอยู่ที่ฟันไม่ถูกกำจัดหมดไป นอกจากนี้ การดูแลสุขภาพฟันที่ไม่เหมาะสมยังทำให้แบคทีเรียเติบโตในช่องปากได้เร็วขึ้น ซึ่งจะทำให้เกิดคราบเหลืองที่ฟันได้
1. ยาปฏิชีวนะ และยาที่ซื้อหากันเองตามร้านขายยาอาจทำให้คุณยิ้มได้ไม่เต็มปาก นั่นเพราะตัวยา "เตตร้าซัยคลิน" จะทำให้เด็ก ๆ ฟันเหลืองได้ ขณะที่ในผู้ใหญ่เอง "เตตร้าซัยคลิน" ยังจะทิ้งคราบสีเทาสีฟ้าติดอยู่ที่ฟันอย่างถาวร และนอกจาก "เตตร้าซัยคลิน" แล้ว "แอนตี้ฮีสตามีน" หรือ "ยาแก้แพ้" บางชนิดยังทำให้ฟันเปลี่ยนสีไปด้วย
2.รับฟลูออไรด์มากเกินไป
ใคร ๆ ก็รู้ว่า "ฟลูออไรด์" ดีต่อสุขภาพฟันของคุณ แต่ไม่น่าเชื่อว่า หากได้รับ "ฟลูออไรด์" ในปริมาณที่มากเกินไปก็อาจทำให้ฟันของคุณกลายเป็นสีเทาจุด ๆ ก็เป็นได้
โดยคนทั่วไปสามารถได้รับ "ฟลูออไรด์" ที่เกินขนาดจากการดื่มน้ำที่มีความเข้มข้นของ "ฟลูออไรด์" สูงเกินไป รวมทั้งการใช้ยาสีฟันที่มีส่วนผสมของ "ฟลูออไรด์" เข้มข้นสูง ฉะนั้นแล้ว ให้ใช้ยาสีฟันที่มีส่วนผสมของ "ฟลูออไรด์" ในปริมาณที่พอเหมาะก็เพียงพอแล้ว
3.กรรมพันธุ์ และวัย
มันเป็นไปตามธรรมชาติที่คุณต้องยอมรับว่า หากคุณมีอายุมากขึ้น โอกาสที่ฟันจะยังคงความขาวไว้ได้ก็ยิ่งมีน้อยลง เพราะเคลือบฟันของคุณจะบางลง สีเหลือง หรือสีน้ำตาลธรรมชาติของชั้นเนื้อฟันที่อยู่ข้างใต้จะปรากฏออกมาให้เห็นแทน ซึ่งเนื้อฟันตามธรรมชาติของคุณจะขาว เหลืองน้อย หรือเหลืองมาก ก็ขึ้นอยู่กับกรรมพันธุ์ของคุณแล้วล่ะ
4.ฟันถูกทำลาย
บ่อยครั้งที่อาการบาดเจ็บก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ฟันเปลี่ยนสีได้ โดยเฉพาะหากฟันถูกกระทบจากการประสบอุบัติเหตุ หรือตกจากที่สูง ก็ทำให้ฟันเปลี่ยนสีได้ เพราะฟันซี่นั้นได้ถูกทำลายไปแล้ว
5.เครื่องดื่ม
ไม่เพียงแต่ "กาแฟ" และ "ชา" เท่านั้น ที่จะทำให้ฟันของคุณเปลี่ยนสี แต่เครื่องดื่มสีเข้ม ๆ หลาย ๆ ชนิด เช่น ไวน์แดง โซดา น้ำผลไม้ รวมทั้ง "เบียร์" ก็ทำให้ฟันเปลี่ยนเป็นสีเหลืองได้เช่นกัน
"ง่าย ๆ เลย น้ำอะไรก็ตามที่ทำให้พรมของคุณเปื้อนเป็นคราบได้ ก็ทำให้ฟันของคุณเป็นคราบได้เช่นกัน" ดร.ฮาร์ม จากสมาคมทันตแพทย์อเมริกันบอก
นอกจากนี้แล้ว หากต้องการดื่มเครื่องดื่มอะไร ควรใช้หลอดดูดแทนจะดีกว่าการยกแก้วขึ้นดื่มพรวดเดียว เพื่อไม่ให้หน้าฟันสัมผัสกับเครื่องดื่มโดยตรง ซึ่งจะช่วยปกป้องไม่ให้ฟันเกิดคราบเหลืองได้บ้าง
6.สีสันในอาหาร
เชอร์รี่หนึ่งกำมืออาจทำให้คุณสุขภาพร่างกายดี แต่ไม่น่าเชื่อว่า มันกลับทำลายสุขภาพฟันได้ เพราะสีย้อมจำนวนมากที่ผสมมาในผลไม้ อย่างเช่น บลูเบอร์รี่ แครนเบอร์รี่ รวมทั้งซอสถั่วเหลือง จะทิ้งคราบหลงเหลือไว้ที่ฟัน
ดังนั้นแล้ว ง่ายที่สุดเลยก็คือ หากทานอาหารจำพวกนี้ ให้รีบแปรงฟันโดยเร็วเท่าที่จะทำได้ เพื่อไม่ให้คราบติดฝังแน่นที่ฟันนั่นเอง
7. นิสัยแย่ ๆ
การแปรงฟันไม่ถูกวิธี และไม่ยอมใช้ไหมขัดฟัน จะทำให้คราบที่ติดอยู่ที่ฟันไม่ถูกกำจัดหมดไป นอกจากนี้ การดูแลสุขภาพฟันที่ไม่เหมาะสมยังทำให้แบคทีเรียเติบโตในช่องปากได้เร็วขึ้น ซึ่งจะทำให้เกิดคราบเหลืองที่ฟันได้
วันอังคารที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2561
6 เคล็บลับความงามจากคนญี่ปุ่นที่ผู้หญิงชาติอื่นๆ ควรนำมาใช้บ้าง!
6 เคล็บลับความงามจากคนญี่ปุ่นที่ผู้หญิงชาติอื่นๆ ควรนำมาใช้บ้าง!
ถ้าจะให้โหวตอับดับต้นๆ ของผู้หญิงแถบเอเชียว่าผู้หญิงประเทศไหนผิวสวยมาก หนึ่งในนั้นจะต้องมีประเทศญี่ปุ่นอย่างแน่นอน เพราะนอกจากผิวที่สวยแล้ว การดูแลผิวรวมไปถึงเคล็บลับต่างๆ ของสาวญี่ปุ่นก็มีประโยชน์และทำให้ผิวของสาวๆ ดีขึ้นได้อีก! วันนี้ก็เลยมี 6 เคล็บลับดี๊ดีจากคนญี่ปุ่นมาฝากกันค่ะ มาส่องกัน!
1.ใช้ฟองน้ำคู่กับโฟมล้างหน้า
ปกติเราจะใช้มือของเรานี่แหละบีบโฟมล้างหน้าและวนๆ ล้างให้ทั่วหน้า แต่รู้สึกเหมือนกันมั้ยว่าดูไม่ค่อยสะอาดแล้ว ยิ่งวันไหนแต่งหน้าเต็มล่ะก็ล้างออกยากสุดๆ ลองหาฟองน้ำเนื้อนุ่มอ่อนโยนกับผิวหน้าและบีบโฟมล้างหน้ากับฟองน้ำและนำมาขัดหน้าดูนะคะ สามารถขัดได้เช้าเย็น แต่ต้องเบาๆ มือนิดนึงน้า เพียงเท่านี้ก็ทำความสะอาดหน้าได้อีกครั้งแล้ว
2.บำรุงผิวหน้าด้วย Essence
สาวญี่ปุ่นชื่นชอบการบำรุงผิวหน้าด้วย ‘น้ำตบ’ มากๆ เลือกยี่ห้อที่เหมาะกับผิวของเรา และไม่แพ้ใช้หลังจากล้างหน้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว ใช้เพียง 4-5 หยดก็เริ่ดแล้ว
3.ไม่วนมือบนใบหน้าตอนทา Essence
สาวญี่ปุ่นไม่นิยมวนมือบนใบหน้าเวลาทาครีมหรือเซรั่ม Essence ค่ะ แต่จะค่อยๆ tab เบาๆ ทั่วใบหน้ามากกว่า นั่นก็เพราะจะทำให้น้ำตบซึมเข้าสู่ผิวได้ดีกว่า และไม่อุดตันด้วย
4.ดูแลดวงตาให้สดใสอยู่เสมอ
เสน่ห์ของผู้หญิงอยู่ที่ดวงตาจริงมั้ยคะ? ดังนั้นคนญี่ปุ่นจึงให้ความใส่ใจกับการดูแลดวงตา ไหนจะฝุ่นควันเศษต่างๆ ปลิวเข้ามา หรือ สาวๆ ที่ใส่คอนแทคเลนส์และเพ่งสายตาทั้งวัน หมั่นหยอดตาหรือใช้มอยเจอร์ไรเซอร์บำรุงดวงตาอยู่สม่ำเสมอ
5.ขจัดขนบนใบหน้าด้วยมีดโกนอันเล็ก
มีดโกนใครว่าใช้แค่สำหรับผู้ชาย ผู้หญิงของเราก็ใช้ได้ค่ะ เคยสังเกตมั้ยว่าบริเวณใบหน้าของเราจะมีเส้นขนอ่อนๆ ถ้าไม่สังเกตดีๆ อาจจะไม่เห็น แต่มีอุปสรรคในการแต่งหน้ามากๆ ถ้าอยากแต่งหน้าได้เนียนกว่าปกติล่ะก็ หามีดโกนอันเล็กๆ มาโกนออกได้เลยค่ะ แต่ใช้อย่างเบาๆ มือเนอะถ้าบาดขึ้นมาล่ะก็แย่เลย
6.หมั่นมาร์กหน้าอยู่เสมอ
ไม่มีเวลาหรือละเลยกันแน่ทุกวันนี้ สาวๆ คนไหนไม่ชอบมาร์กหน้าต้องเลิกแล้วนะคะ เพราะว่าผิวหน้าต้องอยู่กับเราตลอดและเจออะไรมาเยอะมากๆ ทั้งแสงแดด ฝุ่น ควัน เครื่องสำอาง และอารมณ์ที่แปรเปลี่ยนในแต่ละวัน ดังนั้นควรหามาร์กที่เหมาะกับผิว แก้ปัญหาผิวได้ตรงจุดและมาร์กอยู่เสมอ สละเวลาก่อนนอนนิดนึงเพื่อผิวที่สุขภาพดีนะคะ
ทั้งหมดนี้เป็นเคล็บลับแต่ไม่ลับจากสาวญี่ปุ่น อยากมีผิวสวยเนียนและสดใสแบบสาวยุ่น ลองนำ 6 วิธีนี้ไปใช้กันได้นะคะ ^^
ถ้าจะให้โหวตอับดับต้นๆ ของผู้หญิงแถบเอเชียว่าผู้หญิงประเทศไหนผิวสวยมาก หนึ่งในนั้นจะต้องมีประเทศญี่ปุ่นอย่างแน่นอน เพราะนอกจากผิวที่สวยแล้ว การดูแลผิวรวมไปถึงเคล็บลับต่างๆ ของสาวญี่ปุ่นก็มีประโยชน์และทำให้ผิวของสาวๆ ดีขึ้นได้อีก! วันนี้ก็เลยมี 6 เคล็บลับดี๊ดีจากคนญี่ปุ่นมาฝากกันค่ะ มาส่องกัน!
1.ใช้ฟองน้ำคู่กับโฟมล้างหน้า
ปกติเราจะใช้มือของเรานี่แหละบีบโฟมล้างหน้าและวนๆ ล้างให้ทั่วหน้า แต่รู้สึกเหมือนกันมั้ยว่าดูไม่ค่อยสะอาดแล้ว ยิ่งวันไหนแต่งหน้าเต็มล่ะก็ล้างออกยากสุดๆ ลองหาฟองน้ำเนื้อนุ่มอ่อนโยนกับผิวหน้าและบีบโฟมล้างหน้ากับฟองน้ำและนำมาขัดหน้าดูนะคะ สามารถขัดได้เช้าเย็น แต่ต้องเบาๆ มือนิดนึงน้า เพียงเท่านี้ก็ทำความสะอาดหน้าได้อีกครั้งแล้ว
2.บำรุงผิวหน้าด้วย Essence
สาวญี่ปุ่นชื่นชอบการบำรุงผิวหน้าด้วย ‘น้ำตบ’ มากๆ เลือกยี่ห้อที่เหมาะกับผิวของเรา และไม่แพ้ใช้หลังจากล้างหน้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว ใช้เพียง 4-5 หยดก็เริ่ดแล้ว
3.ไม่วนมือบนใบหน้าตอนทา Essence
สาวญี่ปุ่นไม่นิยมวนมือบนใบหน้าเวลาทาครีมหรือเซรั่ม Essence ค่ะ แต่จะค่อยๆ tab เบาๆ ทั่วใบหน้ามากกว่า นั่นก็เพราะจะทำให้น้ำตบซึมเข้าสู่ผิวได้ดีกว่า และไม่อุดตันด้วย
4.ดูแลดวงตาให้สดใสอยู่เสมอ
เสน่ห์ของผู้หญิงอยู่ที่ดวงตาจริงมั้ยคะ? ดังนั้นคนญี่ปุ่นจึงให้ความใส่ใจกับการดูแลดวงตา ไหนจะฝุ่นควันเศษต่างๆ ปลิวเข้ามา หรือ สาวๆ ที่ใส่คอนแทคเลนส์และเพ่งสายตาทั้งวัน หมั่นหยอดตาหรือใช้มอยเจอร์ไรเซอร์บำรุงดวงตาอยู่สม่ำเสมอ
5.ขจัดขนบนใบหน้าด้วยมีดโกนอันเล็ก
มีดโกนใครว่าใช้แค่สำหรับผู้ชาย ผู้หญิงของเราก็ใช้ได้ค่ะ เคยสังเกตมั้ยว่าบริเวณใบหน้าของเราจะมีเส้นขนอ่อนๆ ถ้าไม่สังเกตดีๆ อาจจะไม่เห็น แต่มีอุปสรรคในการแต่งหน้ามากๆ ถ้าอยากแต่งหน้าได้เนียนกว่าปกติล่ะก็ หามีดโกนอันเล็กๆ มาโกนออกได้เลยค่ะ แต่ใช้อย่างเบาๆ มือเนอะถ้าบาดขึ้นมาล่ะก็แย่เลย
6.หมั่นมาร์กหน้าอยู่เสมอ
ไม่มีเวลาหรือละเลยกันแน่ทุกวันนี้ สาวๆ คนไหนไม่ชอบมาร์กหน้าต้องเลิกแล้วนะคะ เพราะว่าผิวหน้าต้องอยู่กับเราตลอดและเจออะไรมาเยอะมากๆ ทั้งแสงแดด ฝุ่น ควัน เครื่องสำอาง และอารมณ์ที่แปรเปลี่ยนในแต่ละวัน ดังนั้นควรหามาร์กที่เหมาะกับผิว แก้ปัญหาผิวได้ตรงจุดและมาร์กอยู่เสมอ สละเวลาก่อนนอนนิดนึงเพื่อผิวที่สุขภาพดีนะคะ
ทั้งหมดนี้เป็นเคล็บลับแต่ไม่ลับจากสาวญี่ปุ่น อยากมีผิวสวยเนียนและสดใสแบบสาวยุ่น ลองนำ 6 วิธีนี้ไปใช้กันได้นะคะ ^^
ปัญหา 5 ประการ สุขภาพฟันวัยทำงาน
ปัญหา 5 ประการดูแลสุภาพฟัน วัยทำงาน
☘ ปัญหาฟันเหลืองจากคราบบุหรี่ ชา กาแฟ
สามารถป้องกันได้ด้วยการลดการสูบบุหรี่ และดี่มเครื่องดื่มเหล่านี้ให้ลดลง ร่วมกับการแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันบ่อยๆ หลังสูบบุหรี่ กรณีที่เครื่องดื่มมีรสหวานดื่มน้ำเปล่าตามเพื่อลดความหวานในช่องปากและรออย่างน้อย 30 นาทีค่อยแปรงฟัน กรณีที่มีคราบสีติดแน่นควรพบทันตแพทย์เพื่อขัดฟันทำความสะอาดเพื่อขจัดคราบสีเหล่านี้ให้ออกไปได้มากกว่าการแปรงฟัน
☘ ปัญหาฟันผุ
มักเกิดจากการละเลยการแปรงฟันและแปรงฟันไม่ทั่วถึงทุกบริเวณ รวมทั้งไม่ใช้ไหมขัดฟันอย่างสม่ำเสมอ ทำให้เกิดฟันผุตามร่องฟันบนด้านบดเคี้ยวและตามซอกฟันได้ง่าย ควรแก้ไขด้วยการแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันหลังรับประทานอาหารทุกมื้อ หลีกเลี่ยงอาหาร ผลไม้ หรือขนมขบเคี้ยวที่มีรสหวานจัด เปรี้ยวจัด เหนียวติดฟัน น้ำอัดลม โซดา รวมทั้งอาหารที่ประกอบด้วยแป้งและน้ำตาลในปริมาณสูง เป็นต้น เพราะอาหารเหล่านี้เมื่อรับประทานเข้าไปแล้วถูกย่อยในช่องปากจะเปลี่ยนสภาพเป็นกรดได้อย่างรวดเร็ว มีฤทธิ์กัดกร่อนเคลือบฟัน ทำให้เกิดฟันผุได้ง่าย จึงไม่ควรแปรงฟันทันทีในขณะที่ช่องปากยังมีความเป็นกรดสูงเพราะจะไปขัดสีเอาเคลือบฟันที่อ่อนนุ่มลงจากกรดในอาหารหลุดลอกออกไปได้ ควรรออย่างน้อย 30 นาทีเพื่อให้สภาพช่องปากกลับมาสู่สภาวะปกติก่อน
☘ ปัญหากลิ่นปาก
เกิดได้จากหลายสาเหตุอาจจะมีสาเหตุมาจากในช่องปากอย่างเดียวหรือมาจากอวัยวะในระบบทางเดินหายใจและทางเดินอาหารได้เช่นกัน ถ้าแก้ไขสาเหตุจากในช่องปากเรียบร้อยแล้วยังมีกลิ่นปากอยู่อีก ก็ต้องไปปรึกษาแพทย์ใน 2 ระบบข้างต้นด้วย สำหรับกลิ่นปากที่มีสาเหตุจากการในช่องปาก เกิดได้จากฟันผุ ฟันคุด และเหงือกอักเสบ ควรแก้ไขโดยการกำจัดสาเหตุดังกล่าว และป้องกันด้วยการแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันอย่างสม่ำเสมอทุกวัน เช้า เย็นและหลังอาหารทุกมื้อ
☘ ปัญหาฟันแตกหัก
เกิดได้จากหลายสาเหตุเช่นกัน เช่น การใช้ฟันผิดประเภท ใช้ฟันกัดแทะอาหารที่แข็งเกินไปบ่อยๆและต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน การบดเคี้ยวฟันขณะเครียดหรือเวลานอน ต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษาโดยทันตแพทย์เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว และอุบัติเหตุที่บริเวณใบหน้าและขากรรไกร ควรเดิน วิ่ง เล่นอย่างระมัดระวัง หลีกเลี่ยงการเล่นกีฬาที่อาจจะเกิดอุบัติเหตุบริเวณใบหน้าและขากรรไกร หากเกิดการแตกหักหรือบิ่นของฟันแล้ว ทันตแพทย์สามารถบูรณะฟันนั้นให้กลับมาอยู่ในสภาพปกติได้
☘ ปัญหาคราบหินปูนและเหงือกอักเสบ
เกิดจากการดูแลสุขภาพในช่องปากไม่ดีพอ จึงเกิดการสะสมของคราบจุลินทรีย์ตามบริเวณขอบเหงือกและซอกฟัน เมื่อแปรงฟันไม่ทั่วถึงก็จะเกิดการสะสมของคราบจุลินทรีย์มากขึ้นและเป็นเวลานานขึ้นจนกลายเป็นคราบหินปูน ภายในคราบจุลินทรีย์และหินปูนนั้นจะมีแบคทีเรียอาศัยอยู่ เมื่อแบคทีเรียได้รับอาหารจากที่เรารับประทานเข้าไปก็จะสร้างกรดขึ้นมารอบๆ บริเวณนั้น ทำให้เกิดการอักเสบของเหงือกและเนื้อเยื่อปริทันต์ที่อยู่รอบๆ สามารถรักษาได้ด้วยการขูดหินปูน เกลารากฟัน หรือผ่าตัดสร้างเนื้อเยื่อปริทันต์ขึ้นมาใหม่
ดังนั้นเราควรดูแลสุขภาพฟัน และพบทันตแพทย์ทุก ๆ 6 เดือนเพื่อตรวจหาความผิดปกติต่างๆ และแก้ไขปัญหาเสียแต่เนิ่นๆ เพื่อยืดอายุฟันให้มีสุขภาพแข็งแรงไปนานๆ
ขอขอบคุณ
ข้อมูล :ทพญ.รัศมี จินดาโรจนกุล คลินิกทันตกรรมสตาร์เด็นท์ ไลฟ์เซ็นเตอร์
☘ ปัญหาฟันเหลืองจากคราบบุหรี่ ชา กาแฟ
สามารถป้องกันได้ด้วยการลดการสูบบุหรี่ และดี่มเครื่องดื่มเหล่านี้ให้ลดลง ร่วมกับการแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันบ่อยๆ หลังสูบบุหรี่ กรณีที่เครื่องดื่มมีรสหวานดื่มน้ำเปล่าตามเพื่อลดความหวานในช่องปากและรออย่างน้อย 30 นาทีค่อยแปรงฟัน กรณีที่มีคราบสีติดแน่นควรพบทันตแพทย์เพื่อขัดฟันทำความสะอาดเพื่อขจัดคราบสีเหล่านี้ให้ออกไปได้มากกว่าการแปรงฟัน
☘ ปัญหาฟันผุ
มักเกิดจากการละเลยการแปรงฟันและแปรงฟันไม่ทั่วถึงทุกบริเวณ รวมทั้งไม่ใช้ไหมขัดฟันอย่างสม่ำเสมอ ทำให้เกิดฟันผุตามร่องฟันบนด้านบดเคี้ยวและตามซอกฟันได้ง่าย ควรแก้ไขด้วยการแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันหลังรับประทานอาหารทุกมื้อ หลีกเลี่ยงอาหาร ผลไม้ หรือขนมขบเคี้ยวที่มีรสหวานจัด เปรี้ยวจัด เหนียวติดฟัน น้ำอัดลม โซดา รวมทั้งอาหารที่ประกอบด้วยแป้งและน้ำตาลในปริมาณสูง เป็นต้น เพราะอาหารเหล่านี้เมื่อรับประทานเข้าไปแล้วถูกย่อยในช่องปากจะเปลี่ยนสภาพเป็นกรดได้อย่างรวดเร็ว มีฤทธิ์กัดกร่อนเคลือบฟัน ทำให้เกิดฟันผุได้ง่าย จึงไม่ควรแปรงฟันทันทีในขณะที่ช่องปากยังมีความเป็นกรดสูงเพราะจะไปขัดสีเอาเคลือบฟันที่อ่อนนุ่มลงจากกรดในอาหารหลุดลอกออกไปได้ ควรรออย่างน้อย 30 นาทีเพื่อให้สภาพช่องปากกลับมาสู่สภาวะปกติก่อน
☘ ปัญหากลิ่นปาก
เกิดได้จากหลายสาเหตุอาจจะมีสาเหตุมาจากในช่องปากอย่างเดียวหรือมาจากอวัยวะในระบบทางเดินหายใจและทางเดินอาหารได้เช่นกัน ถ้าแก้ไขสาเหตุจากในช่องปากเรียบร้อยแล้วยังมีกลิ่นปากอยู่อีก ก็ต้องไปปรึกษาแพทย์ใน 2 ระบบข้างต้นด้วย สำหรับกลิ่นปากที่มีสาเหตุจากการในช่องปาก เกิดได้จากฟันผุ ฟันคุด และเหงือกอักเสบ ควรแก้ไขโดยการกำจัดสาเหตุดังกล่าว และป้องกันด้วยการแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันอย่างสม่ำเสมอทุกวัน เช้า เย็นและหลังอาหารทุกมื้อ
☘ ปัญหาฟันแตกหัก
เกิดได้จากหลายสาเหตุเช่นกัน เช่น การใช้ฟันผิดประเภท ใช้ฟันกัดแทะอาหารที่แข็งเกินไปบ่อยๆและต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน การบดเคี้ยวฟันขณะเครียดหรือเวลานอน ต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษาโดยทันตแพทย์เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว และอุบัติเหตุที่บริเวณใบหน้าและขากรรไกร ควรเดิน วิ่ง เล่นอย่างระมัดระวัง หลีกเลี่ยงการเล่นกีฬาที่อาจจะเกิดอุบัติเหตุบริเวณใบหน้าและขากรรไกร หากเกิดการแตกหักหรือบิ่นของฟันแล้ว ทันตแพทย์สามารถบูรณะฟันนั้นให้กลับมาอยู่ในสภาพปกติได้
☘ ปัญหาคราบหินปูนและเหงือกอักเสบ
เกิดจากการดูแลสุขภาพในช่องปากไม่ดีพอ จึงเกิดการสะสมของคราบจุลินทรีย์ตามบริเวณขอบเหงือกและซอกฟัน เมื่อแปรงฟันไม่ทั่วถึงก็จะเกิดการสะสมของคราบจุลินทรีย์มากขึ้นและเป็นเวลานานขึ้นจนกลายเป็นคราบหินปูน ภายในคราบจุลินทรีย์และหินปูนนั้นจะมีแบคทีเรียอาศัยอยู่ เมื่อแบคทีเรียได้รับอาหารจากที่เรารับประทานเข้าไปก็จะสร้างกรดขึ้นมารอบๆ บริเวณนั้น ทำให้เกิดการอักเสบของเหงือกและเนื้อเยื่อปริทันต์ที่อยู่รอบๆ สามารถรักษาได้ด้วยการขูดหินปูน เกลารากฟัน หรือผ่าตัดสร้างเนื้อเยื่อปริทันต์ขึ้นมาใหม่
ดังนั้นเราควรดูแลสุขภาพฟัน และพบทันตแพทย์ทุก ๆ 6 เดือนเพื่อตรวจหาความผิดปกติต่างๆ และแก้ไขปัญหาเสียแต่เนิ่นๆ เพื่อยืดอายุฟันให้มีสุขภาพแข็งแรงไปนานๆ
ขอขอบคุณ
ข้อมูล :ทพญ.รัศมี จินดาโรจนกุล คลินิกทันตกรรมสตาร์เด็นท์ ไลฟ์เซ็นเตอร์
วันศุกร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2561
3 ตำแหน่งที่เราไม่ควรฉีดโบท็อกซ์
3 ตำแหน่งที่เราไม่ควรฉีดโบท็อกซ์
จุดแรกที่เราไม่ควรฉีดโบท็อกซ์
1.หางคิ้วด้านนอก : เพราะว่าในบริเวณนี้จะมีเส้นประสาทที่ทำหน้าที่ในการยักคิ้ว ในกรณีที่เราฉีดเข้าไป จะทำให้การส่วนนั้นถูกใช้งานได้น้อยลง ผลที่ตามมาก็คือ จะทำให้หางคิ้วหล่น ซึ่งจะทำให้เราดูหน้าเศร้าตลอดเวลา
2.บริเวณเปลือกตา : จะมีเส้นประสาทในส่วนของการกระพริบตา ซึ่ง บอกเลยว่าอันตรายมาก เพราะอาจจะทำให้ ตาตก งั้นจำเอาไว้เลยว่า จุดนี้ เป็นจุดที่ควรระวังมากที่สุด ฉีด botox ทั้งที จะฉีดทำไมให้ตาปิดละ จริงไหม ?
3.มุมปาก ร่องแก้ม : จุดๆนี้ จะมีกล้ามเนื้อที่ใช้ในการยิ้ม ยิ้มส่วนบนคือร่องแก้ม ยิ้มอีกส่วนนึงคือมุมปาก ในกรณีที่ฉีดไป จะมีโอกาสทำให้ปากตก ทำให้หน้าของเราบึ้ง ตลอดเวลา
จุดแรกที่เราไม่ควรฉีดโบท็อกซ์
1.หางคิ้วด้านนอก : เพราะว่าในบริเวณนี้จะมีเส้นประสาทที่ทำหน้าที่ในการยักคิ้ว ในกรณีที่เราฉีดเข้าไป จะทำให้การส่วนนั้นถูกใช้งานได้น้อยลง ผลที่ตามมาก็คือ จะทำให้หางคิ้วหล่น ซึ่งจะทำให้เราดูหน้าเศร้าตลอดเวลา
2.บริเวณเปลือกตา : จะมีเส้นประสาทในส่วนของการกระพริบตา ซึ่ง บอกเลยว่าอันตรายมาก เพราะอาจจะทำให้ ตาตก งั้นจำเอาไว้เลยว่า จุดนี้ เป็นจุดที่ควรระวังมากที่สุด ฉีด botox ทั้งที จะฉีดทำไมให้ตาปิดละ จริงไหม ?
3.มุมปาก ร่องแก้ม : จุดๆนี้ จะมีกล้ามเนื้อที่ใช้ในการยิ้ม ยิ้มส่วนบนคือร่องแก้ม ยิ้มอีกส่วนนึงคือมุมปาก ในกรณีที่ฉีดไป จะมีโอกาสทำให้ปากตก ทำให้หน้าของเราบึ้ง ตลอดเวลา
ฉีดโบท็อกซ์อันตรายมั้ย
ฉีดโบท็อกซ์อันตรายมั้ย
ฉีดโบท็อกซ์
การฉีดโบท็อกซ์ ช่วยยกกระชับปรับรูปหน้า และคนสมัยนี้ก่อนจะทำอะไรจะศึกษาข้อมูลอย่างดีก่อนที่จะตัดสินใจ จึงมีหลายคนตั้งคำถามว่า การฉีดโบท็อกนั้น มีอันตรายหรือไม่ ต้องทำอย่างไรบ้าง ซึ่งวันนี้เราจะมาหาคำตอบกัน
โบท็อกซ์ เป็นชื่อทางการค้าของสารโบทูลินั่มท็อกซินเอเป็นโปรตีนที่สร้างมาจากคลอสตริเดียมโบโทลินั่มซึ่งเป็นแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคอาหารเป็นพิษ การฉีดโบท็อกซ์นั้น ถ้าฉีดในปริมาณที่พอดี ก็มีส่วนช่วยให้กล้ามเนื้อคลายตัว ในยุคแรกแพทย์จึงนำมาฉีดลดอาการตาเข แล้วแพทย์สังเกตว่าริ้วรอยรอบดวงตาลดลง จนเป็นที่มาของการฉีดโบท็อกซ์เพื่อปรับรูปหน้านั่นเอง ใครอยากจะทำโบท็อกซ์ต้องมาศึกษาข้อมูลกันก่อน
ฉีดโบท็อกซ์อันตรายไหม
นี่คงเป็นอีกคำถามที่หลายคนยังกังขาและพยายามที่จะค้นหาคำตอบว่าฉีดโบท็อกซ์ นั้นปลอดภัยมากแค่ไหน ต้องบอกเลยว่า ยังไม่มีการรายงานถึงอันตรายเกี่ยวกับการฉีดโบท็อกซ์เลย ทั้งในประเทศและต่างประเทศ แต่ถ้าจะให้ดี ต้องใช้ตัวยาที่มีคุณภาพ ฉีดกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น เพราะว่า ถ้าหากเลือกไม่ดี อาจมีผลข้างเคียงได้ นั่นคือ หลับตาไม่สนิท ตาผิดรูป ปากเบี้ยว เป็นต้น แต่ถ้าตัวยาที่ใช้มีคุณภาพ และดูแลโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ก็ไม่ต้องกังวลอะไรเลย
ฉีดโบท็อกซ์ช่วยในเรื่องอะไรบ้าง
สำหรับใครที่อยากฉีดโบท็อกซ์นั้น ก็ควรจะเรียนรู้ไว้บ้างว่า การฉีดสารนี้ช่วยในเรื่องของการทำให้ใบหน้าเรียว ลดริ้วรอย ทำให้ตีนกาลดลง หน้าดูเด็กขึ้นด้วย โดยโบท็อกนั้นจะสามารถฉีดเข้าเส้นที่หน้าผาก ตีนกา ร่องแก้ หรือตรงเส้นรอยยิ้ม คิ้ว หรืออาจจะฉีดร่วมกับคอลลาเจนเพื่อฟื้นฟูผิวก็ได้
ฉีดโบท็อกซ์
การฉีดโบท็อกซ์ ช่วยยกกระชับปรับรูปหน้า และคนสมัยนี้ก่อนจะทำอะไรจะศึกษาข้อมูลอย่างดีก่อนที่จะตัดสินใจ จึงมีหลายคนตั้งคำถามว่า การฉีดโบท็อกนั้น มีอันตรายหรือไม่ ต้องทำอย่างไรบ้าง ซึ่งวันนี้เราจะมาหาคำตอบกัน
โบท็อกซ์ เป็นชื่อทางการค้าของสารโบทูลินั่มท็อกซินเอเป็นโปรตีนที่สร้างมาจากคลอสตริเดียมโบโทลินั่มซึ่งเป็นแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคอาหารเป็นพิษ การฉีดโบท็อกซ์นั้น ถ้าฉีดในปริมาณที่พอดี ก็มีส่วนช่วยให้กล้ามเนื้อคลายตัว ในยุคแรกแพทย์จึงนำมาฉีดลดอาการตาเข แล้วแพทย์สังเกตว่าริ้วรอยรอบดวงตาลดลง จนเป็นที่มาของการฉีดโบท็อกซ์เพื่อปรับรูปหน้านั่นเอง ใครอยากจะทำโบท็อกซ์ต้องมาศึกษาข้อมูลกันก่อน
ฉีดโบท็อกซ์อันตรายไหม
นี่คงเป็นอีกคำถามที่หลายคนยังกังขาและพยายามที่จะค้นหาคำตอบว่าฉีดโบท็อกซ์ นั้นปลอดภัยมากแค่ไหน ต้องบอกเลยว่า ยังไม่มีการรายงานถึงอันตรายเกี่ยวกับการฉีดโบท็อกซ์เลย ทั้งในประเทศและต่างประเทศ แต่ถ้าจะให้ดี ต้องใช้ตัวยาที่มีคุณภาพ ฉีดกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น เพราะว่า ถ้าหากเลือกไม่ดี อาจมีผลข้างเคียงได้ นั่นคือ หลับตาไม่สนิท ตาผิดรูป ปากเบี้ยว เป็นต้น แต่ถ้าตัวยาที่ใช้มีคุณภาพ และดูแลโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ก็ไม่ต้องกังวลอะไรเลย
ฉีดโบท็อกซ์ช่วยในเรื่องอะไรบ้าง
สำหรับใครที่อยากฉีดโบท็อกซ์นั้น ก็ควรจะเรียนรู้ไว้บ้างว่า การฉีดสารนี้ช่วยในเรื่องของการทำให้ใบหน้าเรียว ลดริ้วรอย ทำให้ตีนกาลดลง หน้าดูเด็กขึ้นด้วย โดยโบท็อกนั้นจะสามารถฉีดเข้าเส้นที่หน้าผาก ตีนกา ร่องแก้ หรือตรงเส้นรอยยิ้ม คิ้ว หรืออาจจะฉีดร่วมกับคอลลาเจนเพื่อฟื้นฟูผิวก็ได้
10เรื่องจริงฉีดโบท็อก
10เรื่องจริงฉีดโบท็อก
ฉีดโบท็อกซ์ กับ 10 เรื่องจริงที่สาว ๆ ต้องรู้ก่อนคิดจะทำ !
เรื่องต้องรู้ก่อนคิดฉีดโบท็อกซ์ สำหรับสาว ๆ ที่อยากจะมีหน้าเรียวเล็กด้วยการฉีดโบท็อกซ์ อย่าเพิ่งใจร้อน มาดู 10 เรื่องจริง ที่คุณควรรู้ต่อไปนี้กันก่อนเลย...
สมัยนี้อยากสวยยังไงการแพทย์ก็ช่วยได้ โดยเฉพาะการ "ฉีดโบท็อกซ์" ให้หน้าเรียวเล็กแลดูอ่อนวัยนี่ต้องบอกเลยว่าได้รับความนิยมไม่แพ้กระแสความงามด้านอื่น ๆ เลยทีเดียว แต่ทั้งนี้ก่อนที่สาว ๆ จะพากันตัดสินใจไปฉีดโบท็อกซ์ตามกระแส อย่าเพิ่งใจร้อนไปค่ะ ลองถามตัวเองก่อนสิว่าคุณศึกษาเรื่องนี้ดีแล้วหรือยัง ? ถ้ายังไม่แน่ใจ ลองมาดู 10 เรื่องที่คุณต้องรู้ก่อนคิดฉีดโบท็อกซ์จากกระปุกดอทคอมกันก่อนเลยค่ะ รู้เอาไว้จะได้ไม่พลาดยังไงล่ะคะสาว ๆ
1. ฉีดโบท็อกซ์เพื่ออะไร
ก่อนจะฉีดโบท็อกซ์ คุณควรรู้ถึงประโยชน์และความต้องการของคุณเสียก่อน ว่าฉีดเข้าไปเพื่ออะไร และช่วยอะไรได้บ้าง ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วที่นิยมฉีดโบท็อกซ์กันก็เพราะว่า โบท็อกซ์นั้นสามารถช่วยทำให้หน้าเรียว ลดกราม ช่วยทำให้หน้าดูเด็กลง ริ้วรอยต่าง ๆ รวมถึงรอยตีนกาก็ทำให้ดูตื้นขึ้นได้ นอกจากนี้ยังสามารถฉีดลดน่อง ทำให้น่องเรียว รวมถึงยังช่วยรักษาอาการปวดไมเกรน ปวดหลัง และลดเหงื่อบริเวณผิวหนังได้อีกด้วย
2. ฉีดโบท็อกซ์แบบไหนถึงจะปลอดภัย
จริง ๆ ในปัจจุบันมีโบท็อกซ์ที่ใช้กันอยู่หลายแบบ แต่ที่ผ่าน อย. แล้วก็คือ Botulinum toxin type A ซึ่งปัจจุบันก็มีนำเข้าทั้งจากเกาหลีและอเมริกา แต่ทั้งนี้สารโบท็อกซ์จากเกาหลีจะได้รับความนิยมมากกว่า เนื่องจากมีราคาถูกกว่าของอเมริกา แต่ทั้งนี้ของอเมริกาก็สามารถอยู่ได้นานกว่า เอาเป็นว่าสาว ๆ อยากใช้แบบไหน ก็ลองตัดสินใจกันดูนะคะ
3. อยากฉีดโบท็อกซ์ สุขภาพร่างกายต้องแข็งแรง
สุขภาพที่แข็งแรงในที่นี้ก็คือ ไม่เจ็บไม่ป่วย ต้องเป็นคนที่มีสุขภาพดี ไม่มีโรคประจำตัว ไม่ได้ทานยาเป็นประจำ และไม่ได้ตั้งครรภ์อยู่ ซึ่งหากใครที่มีปัญหาเหล่านี้ควรหลีกเลี่ยงการฉีดโบท็อกซ์ไปเสียดีกว่า เพราะมันไม่ได้เป็นผลดีต่อตัวคุณเลย
4. ต้องปรึกษาแพทย์ และฉีดโบท็อกซ์กับผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น
ทั้งคนที่ไม่เคยฉีดโบท็อกซ์หรือแม้แต่คนที่เคยฉีดแล้ว อย่างไรก็ตาม ควรปรึกษาแพทย์และขอคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนทุกครั้ง แต่สำหรับใครที่ยังไม่มีแพทย์ในใจ ให้ลองศึกษาดูประวัติและผลงานของแพทย์ท่านนั้นเพื่อความมั่นใจเสียก่อน อย่าคิดทำกับหมอกระเป๋าหรือหมอเถื่อนเด็ดขาด เพราะอาจทำให้เกิดอันตรายตามมาได้
. ต้องเตรียมตัวก่อนฉีดโบท็อกซ์
ก่อนฉีดโบท็อกซ์สาว ๆ จะต้องมีการเตรียมตัวให้ดีเสียก่อน ได้แก่ หยุดใช้ยากลุ่มกรดวิตามิน A, AHA และยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDS ได้แก่ Motrin, Naproxen, Brufen เป็นเวลา 1 สัปดาห์ นอกจากนี้ควรงดแอลกอฮอล์ งดการสครับหน้าและขัดหน้า เป็นเวลา 2-3 วันก่อนการฉีดโบท็อกซ์ ทั้งนี้ก็เพื่อลดความเสี่ยง ลดรอยฟกช้ำ และลดผลข้างเคียงที่จะตามมา
6. อย่าฉีดโบท็อกซ์ช่วงหัวค่ำ
ทำไมถึงไม่ควรฉีดโบท็อกซ์ตอนหัวค่ำ ก็เพราะว่าอย่างที่รู้ ๆ กันว่าหลังฉีดภายใน 4-5 ชั่วโมงแรก คุณจะต้องพยายามอย่าให้มีแรงกดใด ๆ บนหน้าของคุณ เพราะไม่อย่างนั้นตัวยาอาจจะกระจายไปยังจุดอื่น ๆ ได้ ดังนั้นจึงไม่ควรฉีดช่วงหัวค่ำ เพราะถ้าคุณเผลอนอนหลับไปหลังจากฉีดโบท็อกซ์มาใหม่ ๆ มีหวังตื่นมาอาจได้ตกใจหน้าตัวเองเป็นแน่
7. หลังฉีดโบท็อกซ์เสร็จใหม่ ๆ ควรเคี้ยวหมากฝรั่ง
หลังฉีดโบท็อกซ์เสร็จใหม่ ๆ คุณจะต้องพยายามขยับกล้ามเนื้อเพื่อให้สารโบท็อกซ์ที่ฉีดเข้าไปกระจายตัว ซึ่งสาว ๆ ควรจะเตรียมหมากฝรั่งสำหรับเอาไปไว้เคี้ยว โดยให้เคี้ยวต่อเนื่องเป็นเวลา 1-2 ชั่วโมง
8. หลังฉีดโบท็อกซ์ใหม่ ๆ ห้ามทำเลเซอร์หน้า
เรื่องนี้หลาย ๆ คนอาจจะยังไม่รู้ว่า หลังฉีดโบท็อกซ์ประมาณ 2-3 สัปดาห์แรก ห้ามไปทำเลเซอร์หน้าเชียวนะคะสาว ๆ เพราะพลังงานจากเลเซอร์จะไปสลายโบท็อกซ์ทำให้เสื่อมสภาพเร็วขึ้น นั่นก็หมายความว่าหน้าของคุณจะกลับสู่สภาพเดิมเร็วขึ้นนั่นเอง
9. รู้ยัง ? โบท็อกซ์อยู่ได้ไม่ถาวร ต้องฉีดซ้ำอยู่เรื่อย ๆ
หลังฉีดโบท็อกซ์ตัวยาจะออกฤทธิ์เต็มที่ประมาณ 2-3 สัปดาห์แรก และฉีดครั้งหนึ่งจะอยู่ได้นานประมาณ 4-5 เดือน เมื่อตัวยาหมดฤทธิ์แล้วก็หมายความว่าหน้าของคุณจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม แต่ถ้ายังอยากมีหน้าเรียวแลดูอ่อนเยาว์อยู่ คุณก็ต้องเสียเงินไปฉีดซ้ำอีกครั้งนั่นเอง
10. ทำใจยอมรับความเสี่ยง
ถึงแม้การฉีดโบท็อกซ์ หากผิดพลาดแล้วไม่ทำให้มีอันตรายถึงชีวิต แต่ก็อาจเกิดอาการข้างเคียงต่าง ๆ ตามมาได้ อย่างเช่น บวมแดง หนังตาตก หางคิ้วตก หลับตาไม่สนิท ตาผิดรูป ปากเบี้ยว เป็นต้น ซึ่งอาการเหล่านี้หลายคนอาจเกิดขึ้นได้ แต่ก็จะสามารถหายได้เองหลังจากที่ตัวยาหมดฤทธิ์ ดังนั้นเมื่อรู้อย่างนี้แล้วลองถามตัวเองดูสิว่า คุณพร้อมที่จะเสี่ยงและยอมรับกับเรื่องเหล่านี้ได้หรือไม่ ?
ฉีดโบท็อกซ์ กับ 10 เรื่องจริงที่สาว ๆ ต้องรู้ก่อนคิดจะทำ !
เรื่องต้องรู้ก่อนคิดฉีดโบท็อกซ์ สำหรับสาว ๆ ที่อยากจะมีหน้าเรียวเล็กด้วยการฉีดโบท็อกซ์ อย่าเพิ่งใจร้อน มาดู 10 เรื่องจริง ที่คุณควรรู้ต่อไปนี้กันก่อนเลย...
สมัยนี้อยากสวยยังไงการแพทย์ก็ช่วยได้ โดยเฉพาะการ "ฉีดโบท็อกซ์" ให้หน้าเรียวเล็กแลดูอ่อนวัยนี่ต้องบอกเลยว่าได้รับความนิยมไม่แพ้กระแสความงามด้านอื่น ๆ เลยทีเดียว แต่ทั้งนี้ก่อนที่สาว ๆ จะพากันตัดสินใจไปฉีดโบท็อกซ์ตามกระแส อย่าเพิ่งใจร้อนไปค่ะ ลองถามตัวเองก่อนสิว่าคุณศึกษาเรื่องนี้ดีแล้วหรือยัง ? ถ้ายังไม่แน่ใจ ลองมาดู 10 เรื่องที่คุณต้องรู้ก่อนคิดฉีดโบท็อกซ์จากกระปุกดอทคอมกันก่อนเลยค่ะ รู้เอาไว้จะได้ไม่พลาดยังไงล่ะคะสาว ๆ
1. ฉีดโบท็อกซ์เพื่ออะไร
ก่อนจะฉีดโบท็อกซ์ คุณควรรู้ถึงประโยชน์และความต้องการของคุณเสียก่อน ว่าฉีดเข้าไปเพื่ออะไร และช่วยอะไรได้บ้าง ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วที่นิยมฉีดโบท็อกซ์กันก็เพราะว่า โบท็อกซ์นั้นสามารถช่วยทำให้หน้าเรียว ลดกราม ช่วยทำให้หน้าดูเด็กลง ริ้วรอยต่าง ๆ รวมถึงรอยตีนกาก็ทำให้ดูตื้นขึ้นได้ นอกจากนี้ยังสามารถฉีดลดน่อง ทำให้น่องเรียว รวมถึงยังช่วยรักษาอาการปวดไมเกรน ปวดหลัง และลดเหงื่อบริเวณผิวหนังได้อีกด้วย
2. ฉีดโบท็อกซ์แบบไหนถึงจะปลอดภัย
จริง ๆ ในปัจจุบันมีโบท็อกซ์ที่ใช้กันอยู่หลายแบบ แต่ที่ผ่าน อย. แล้วก็คือ Botulinum toxin type A ซึ่งปัจจุบันก็มีนำเข้าทั้งจากเกาหลีและอเมริกา แต่ทั้งนี้สารโบท็อกซ์จากเกาหลีจะได้รับความนิยมมากกว่า เนื่องจากมีราคาถูกกว่าของอเมริกา แต่ทั้งนี้ของอเมริกาก็สามารถอยู่ได้นานกว่า เอาเป็นว่าสาว ๆ อยากใช้แบบไหน ก็ลองตัดสินใจกันดูนะคะ
3. อยากฉีดโบท็อกซ์ สุขภาพร่างกายต้องแข็งแรง
สุขภาพที่แข็งแรงในที่นี้ก็คือ ไม่เจ็บไม่ป่วย ต้องเป็นคนที่มีสุขภาพดี ไม่มีโรคประจำตัว ไม่ได้ทานยาเป็นประจำ และไม่ได้ตั้งครรภ์อยู่ ซึ่งหากใครที่มีปัญหาเหล่านี้ควรหลีกเลี่ยงการฉีดโบท็อกซ์ไปเสียดีกว่า เพราะมันไม่ได้เป็นผลดีต่อตัวคุณเลย
4. ต้องปรึกษาแพทย์ และฉีดโบท็อกซ์กับผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น
ทั้งคนที่ไม่เคยฉีดโบท็อกซ์หรือแม้แต่คนที่เคยฉีดแล้ว อย่างไรก็ตาม ควรปรึกษาแพทย์และขอคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนทุกครั้ง แต่สำหรับใครที่ยังไม่มีแพทย์ในใจ ให้ลองศึกษาดูประวัติและผลงานของแพทย์ท่านนั้นเพื่อความมั่นใจเสียก่อน อย่าคิดทำกับหมอกระเป๋าหรือหมอเถื่อนเด็ดขาด เพราะอาจทำให้เกิดอันตรายตามมาได้
. ต้องเตรียมตัวก่อนฉีดโบท็อกซ์
ก่อนฉีดโบท็อกซ์สาว ๆ จะต้องมีการเตรียมตัวให้ดีเสียก่อน ได้แก่ หยุดใช้ยากลุ่มกรดวิตามิน A, AHA และยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDS ได้แก่ Motrin, Naproxen, Brufen เป็นเวลา 1 สัปดาห์ นอกจากนี้ควรงดแอลกอฮอล์ งดการสครับหน้าและขัดหน้า เป็นเวลา 2-3 วันก่อนการฉีดโบท็อกซ์ ทั้งนี้ก็เพื่อลดความเสี่ยง ลดรอยฟกช้ำ และลดผลข้างเคียงที่จะตามมา
6. อย่าฉีดโบท็อกซ์ช่วงหัวค่ำ
ทำไมถึงไม่ควรฉีดโบท็อกซ์ตอนหัวค่ำ ก็เพราะว่าอย่างที่รู้ ๆ กันว่าหลังฉีดภายใน 4-5 ชั่วโมงแรก คุณจะต้องพยายามอย่าให้มีแรงกดใด ๆ บนหน้าของคุณ เพราะไม่อย่างนั้นตัวยาอาจจะกระจายไปยังจุดอื่น ๆ ได้ ดังนั้นจึงไม่ควรฉีดช่วงหัวค่ำ เพราะถ้าคุณเผลอนอนหลับไปหลังจากฉีดโบท็อกซ์มาใหม่ ๆ มีหวังตื่นมาอาจได้ตกใจหน้าตัวเองเป็นแน่
7. หลังฉีดโบท็อกซ์เสร็จใหม่ ๆ ควรเคี้ยวหมากฝรั่ง
หลังฉีดโบท็อกซ์เสร็จใหม่ ๆ คุณจะต้องพยายามขยับกล้ามเนื้อเพื่อให้สารโบท็อกซ์ที่ฉีดเข้าไปกระจายตัว ซึ่งสาว ๆ ควรจะเตรียมหมากฝรั่งสำหรับเอาไปไว้เคี้ยว โดยให้เคี้ยวต่อเนื่องเป็นเวลา 1-2 ชั่วโมง
8. หลังฉีดโบท็อกซ์ใหม่ ๆ ห้ามทำเลเซอร์หน้า
เรื่องนี้หลาย ๆ คนอาจจะยังไม่รู้ว่า หลังฉีดโบท็อกซ์ประมาณ 2-3 สัปดาห์แรก ห้ามไปทำเลเซอร์หน้าเชียวนะคะสาว ๆ เพราะพลังงานจากเลเซอร์จะไปสลายโบท็อกซ์ทำให้เสื่อมสภาพเร็วขึ้น นั่นก็หมายความว่าหน้าของคุณจะกลับสู่สภาพเดิมเร็วขึ้นนั่นเอง
9. รู้ยัง ? โบท็อกซ์อยู่ได้ไม่ถาวร ต้องฉีดซ้ำอยู่เรื่อย ๆ
หลังฉีดโบท็อกซ์ตัวยาจะออกฤทธิ์เต็มที่ประมาณ 2-3 สัปดาห์แรก และฉีดครั้งหนึ่งจะอยู่ได้นานประมาณ 4-5 เดือน เมื่อตัวยาหมดฤทธิ์แล้วก็หมายความว่าหน้าของคุณจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม แต่ถ้ายังอยากมีหน้าเรียวแลดูอ่อนเยาว์อยู่ คุณก็ต้องเสียเงินไปฉีดซ้ำอีกครั้งนั่นเอง
10. ทำใจยอมรับความเสี่ยง
ถึงแม้การฉีดโบท็อกซ์ หากผิดพลาดแล้วไม่ทำให้มีอันตรายถึงชีวิต แต่ก็อาจเกิดอาการข้างเคียงต่าง ๆ ตามมาได้ อย่างเช่น บวมแดง หนังตาตก หางคิ้วตก หลับตาไม่สนิท ตาผิดรูป ปากเบี้ยว เป็นต้น ซึ่งอาการเหล่านี้หลายคนอาจเกิดขึ้นได้ แต่ก็จะสามารถหายได้เองหลังจากที่ตัวยาหมดฤทธิ์ ดังนั้นเมื่อรู้อย่างนี้แล้วลองถามตัวเองดูสิว่า คุณพร้อมที่จะเสี่ยงและยอมรับกับเรื่องเหล่านี้ได้หรือไม่ ?
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)
12 พฤติกรรมการทำร้ายฟัน
1. ใช้ไม้จิ้มฟัน ที่ถูกต้องคือต้องใช้ไหมขัดฟันทำความสะอาดซอกฟัน เพราะการใช้ไม่จิ้มฟันบ่อยๆ และใช้ไม่ถูกวิธี จะทำให้ฟันห่างและอาจทำร้ายเหงือก...
-
ฉีดโบท็อกซ์อันตรายมั้ย ฉี ดโบท็อกซ์ การฉีดโบท็อกซ์ ช่วยยกกระชับปรับรูปหน้า และคนสมัยนี้ก่อนจะทำอะไรจะศึกษาข้อมูลอย่างดีก่อนที่จะตัดสินใจ ...
-
การดูแลช่องปาก ยาสีฟันที่เราใช้กันอยู่ทุกวัน พวกเราเคยสงสัยหรือไม่ว่ายาสีฟันช่วยรักษาฟันได้อย่างไร และเราควรเลือกซื้อชนิดไหนที่เหมาะสมกับแต...
-
รู้จักยาสีฟัน ยาสีฟันถูกจัดให้เป็นเครื่องสำอางชนิดหนึ่ง ทั้ง ๆ ที่ชื่อก็บอกอยู่ว่า ยาสีฟัน ซ้ำร้ายในขณะนี้ยาสีฟันหลายยี่ห้อ ใส่สารประกอบที่...